Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

หน้าแรก
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้  
รหัสผ่าน  
    จำรหัสผ่าน
   
ลืมรหัสผ่าน?



<September 2019>
SunMonTueWedThuFriSat
25262728293031
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293012345

สาระน่ารู้
 
 
 





visitor: AmazingCounters.com
นโยบาย

คำนำ

     ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เป็นปัญหาสำคัญของสังคมที่ต้องเร่งดำเนินการทั้งด้านการป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาอย่างจริงจัง โดยหน่วยงานราชการและองค์กรเอกชน รวมทั้งต้องอาศัยความเข้าใจและร่วมมือของคนในสังคม เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน มีรากเหง้าของปัญหามาจากค่านิยม เจตคติของสังคมที่กำหนดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย
            นอกจากนี้ ในระดับสากล ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ได้รับการยอมรับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกสังคมและเป็นประเด็นที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไข ดังปรากฏในกติการะหว่างประเทศของสหประชาชาติหลายฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรี อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก รวมทั้ง ปฏิญญาปักกิ่ง และแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรี
           นโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในขณะนั้นหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการจัดทำร่างคือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรี
แห่งชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบนโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีฉบับนี้ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 กำหนดให้เป็นนโยบายแผนแห่งชาติ โดยใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานและประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี อนึ่ง เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาความ รุนแรงต่อเด็กและสตรีในนโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ฉบับที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเป็นข้อมูลปี 2541 ดังนั้น สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบค
        รัว จึงได้เพิ่มข้อมูลปี 2547 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดในภาคผนวกไว้ด้วย สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว หวังว่าเอกสารฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน องค์กร และผู้ที่สนใจปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ดำเนินงานอย่างเป็นเครือข่ายสหวิชาชีพ เป็นกระบวนการที่จำเป็นต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหา ซึ่งนโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี น่าจะเป็นเครื่องมือเพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าว รวมทั้งการติดตามผลการดำเนินงานเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


                                                                                 สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
                                                                          กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
                                                                                                     กรกฎาคม 2548

 
                                                

     นโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี

 

1. ความหมาย
             ความรุนแรงหมายถึง การกระทำใด ๆ ที่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งทางกาย วาจา จิตใจ และทางเพศ โดยการบังคับ ขู่เข็ญ ทำร้ายทุบตี คุกคาม จำกัด กีดกันเสรีภาพ ทั้งในที่สาธารณะ และในการดำเนินชีวิตส่วนตัวซึ่งเป็นผลหรืออาจจะเป็นผลให้เกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจแก่ผู้ถูกกระทำ
             องค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความหมายของ “ความรุนแรง ต่อสตรี” ในปฏิญญาสากลว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรี หมายถึง
              “ การกระทำใด ๆ ที่เป็นความรุนแรงที่เกิดจากอคติทางเพศ ซึ่งเป็นผลให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่สตรี รวมทั้งการขู่เข็ญ คุกคาม กีดกันเสรีภาพทั้งในที่สาธารณะและในชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้ยังให้ รวมถึงความรุนแรงต่อไปนี้
             1. ความรุนแรงต่อร่างกาย ทางเพศและจิตใจที่เกิดขึ้นใน ครอบครัว รวมทั้งการทุบตี การทารุณกรรมทางเพศต่อเด็กและสตรี ในบ้าน ความรุนแรงอันมีเหตุมาจากของหมั้นที่ฝ่ายหญิงให้กับ ครอบครัวสามี การข่มขืนโดยคู่สมรส การขลิบอวัยวะเพศสตรี และ ข้อปฏิบัติตามประเพณีต่างๆ อันเป็นอันตรายต่อสตรี ความรุนแรงที่ ไม่ได้เกิดจากคู่สมรส และความรุนแรงที่เป็นการหาประโยชน์จากสตรี
             2. ความรุนแรงต่อร่างกาย เพศ และจิตใจที่เกิดขึ้นภายใน ชุมชนทั่วไป รวมถึงการข่มขืน การทารุณกรรมทางเพศ การลวนลามทางเพศ การข่มขู่ในสถานที่ทำงาน ในสถาบันการศึกษาและสถานที่ต่าง ๆ การค้าหญิงและการบังคับค้าประเวณี
             3. ความเพิกเฉยของรัฐต่อความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความ รุนแรงที่เกิดทางร่างกาย ทางเพศ และจิตใจ
                 สำหรับความรุนแรงต่อเด็ก หรือ การกระทำทารุณต่อเด็ก หมายถึง การที่เด็กได้รับการปฏิบัติจากผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นใน หรือ นอกครอบครัว ในลักษณะที่ไม่เป็นที่ยอมรับตามบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่เด็กอยู่ใน ช่วงเวลานั้น จนเป็นเหตุให้เด็กได้รับอันตราย บาดเจ็บ กระทบกระเทือน ทางด้านร่างกาย จิตใจ และทางเพศ ตลอดจนการถูกละเลยไม่สนองตอบความต้องการพื้นฐาน เช่น อาหาร การดูแลสุขภาพ และการอบรมเลี้ยงดู ทั้งนี้ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ของสหประชาชาติ ได้ระบุไว้ว่า เด็ก คือ ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และได้กล่าวถึงความรุนแรงต่อเด็ก ดังนี้

                “ รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง ด้านนิติบัญญัติ บริหารสังคม และการศึกษา ในอันที่จะคุ้มครองเด็กจากรูปแบบทั้งปวง ของความรุนแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การทำร้ายหรือ การกระทำ อันมิชอบ การทอดทิ้งหรือการปฏิบัติโดยประมาท การปฏิบัติที่ผิดหรือการแสวงประโยชน์ รวมถึงการกระทำที่มิชอบทางเพศ ขณะอยู่ในความดูแล ของบิดามารดา ผู้ปกครองตามกฎหมายหรือบุคคลอื่นใด ซึ่งเด็กนั้นอยู่ในความดูแล ”


2. สภาพปัญหาความรุนแรงในปัจจุบัน

    2.1 สภาพปัญหา
           สภาพความรุนแรงทั่วไป
          1) สภาวะวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงาน ค่าครองชีพสูง รายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้เกิดความเครียดทั้งในครอบครัวและสังคม เป็นผลให้เกิดการใช้ความรุนแรงและมีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น
          2) สภาพแวดล้อมในสังคมปัจจุบันมีแหล่งอบายมุข การใช้สาร เสพติด ธุรกิจบริการทางเพศ แรงงานเด็ก เด็กเร่ร่อน เด็กถูกทอดทิ้ง สื่อลามกอนาจารและสื่อความรุนแรงต่าง ๆ มีอยู่ทั่วไป
         3) ปัญหาอาชญากรรม การปล้น จี้ ฆ่า ข่มขืน รวมทั้งการทำร้ายทารุณทางร่างกายและทางเพศมีมากขึ้น โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่จะเป็นเด็กและสตรี ซึ่งนับวันจะมีอายุน้อยลงและผู้กระทำส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่ในครอบครัวหรือเป็นคนที่รู้จักกับผู้ถูกกระทำ
        4) ความเชื่อ วัฒนธรรม และค่านิยมทางสังคม ที่ให้อำนาจและสิทธิชายเหนือหญิง หรือให้ผู้ชายเป็นใหญ่ในสังคม ผู้ใหญ่เหนือเด็กจะทำร้ายทุบตี บังคับขู่เข็ญหรือทำอะไรกับผู้หญิงและเด็กก็ได้
       5) เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายในการ ป้องกันตนเองเนื่องจาก
            5.1 กระบวนการในการสอบสวนในชั้นตำรวจ อัยการและการสืบพยานในชั้นศาลไม่เอื้อให้ผู้ถูกกระทำต้องการดำเนินคดีเพราะ รู้สึกเหมือนถูกกระทำซ้ำอีกครั้ง และในบางกรณีผู้กระทำไม่ได้รับโทษ ทำให้เกิดความย่ามใจ มีการกระทำซ้ำอีกและจะทวีความรุนแรงขึ้น
           5.2 ยังไม่มีกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนเข้าแทรกแซงและช่วยเหลือได้เมื่อเกิดปัญหา รวมทั้งกฎหมายยังไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา
           5.3 ยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบต่อปัญหาโดยตรง แต่เป็นการดำเนินการโดยหน่วยงานเล็ก ๆ หลายหน่วยงาน กระจัดกระจาย และไม่มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบ
           5.4 ผู้เสียหายไม่ต้องการดำเนินการทางกฎหมาย เนื่องจากกลัวตกเป็นข่าวในสื่อมวลชนต่าง ๆ
       6) เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมขาดความเข้าใจถึงสภาพปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก และสตรี จึงมุ่งเน้นประสิทธิผลทางกฎหมายและการแสวงหาพยานหลักฐานทางคดี มากกว่าสภาพจิตใจของผู้เสียหายที่เป็นเด็กและสตรี
      7) ช่วงเวลาระหว่างของการดำเนินคดีมักมีระยะเวลายาวนาน ทำให้ผู้หญิงที่เป็นโจทก์ ต้องตกอยู่ในภาวะเครียด และรู้สึกอายที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาของคนในที่ทำงาน ชุมชน สังคม
      8) ในคดีที่จำเลยผู้กระทำความรุนแรงเป็นผู้มีตำแหน่ง อิทธิพล มักจะอาศัยอำนาจหน้าที่ หรือพรรคพวกของตนบิดเบือนคดี หรือข่มขู่ โจทก์และผู้ที่ช่วยเหลือโจทก์ เพื่อให้ประนีประนอมยอมความ หรือไม่ให้เปิดเผยเรื่องต่อสาธารณชน รวมทั้งอาจทำให้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการ ยุติธรรมไม่เป็นกลาง
     9) ผู้หญิงที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานของรัฐบางแห่ง เช่น สถานสงเคราะห์ ทัณฑสถาน สถานีตำรวจ ถูกกระทำรุนแรง บังคับ ข่มขู่ ละเมิดสิทธิ จากเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมดูแล หรือจากบุคคลอื่นในสถานที่นั้น
    10) การถูกล่วงเกินทางเพศโดยทางวาจา และเนื้อตัวร่างกายในสถานที่ทำงาน จากเพื่อนร่วมงาน และนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชา ทั้งในสถานที่ราชการ และเอกชน ตลอดจนสถานที่สาธารณะ กฎหมายยังไร้สภาพบังคับ เนื่องจากผู้เสียหายไม่กล้าดำเนินคดีด้วย กลัวเพื่อนร่วมงานจะซุบซิบนินทา ไม่เข้าใจ กลัวผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปไม่เข้าใจ หรือเชื่อฝ่ายผู้กระทำผิดซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าผู้ถูกกระทำ รวมทั้งกลัวว่าจะตกงาน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมยังมุ่งแสวงหา ร่องรอยพยานหลักฐาน มากกว่าคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย ซึ่งคดีดังกล่าวมักปราศจากร่องรอย พยานหลักฐานตามเนื้อตัวร่างกาย
     11) ศูนย์ข้อมูลและวิชาการ มูลนิธิเพื่อนหญิง ได้รวบรวมสถิติข้อมูลภัยทางเพศจาก หนังสือพิมพ์ 5 ฉบับ ได้แก่ มติชน ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด และกรุงเทพธุรกิจ ปี 2541 ช่วงเดือนมกราคม - สิงหาคม มี
ภัยทางเพศเกิดขึ้นทั่วประเทศ 142 กรณี มีผู้ตกเป็นเหยื่อ 180 คน เมื่อเทียบกับ ปี 2540 ในช่วงเวลาเดียวกัน เฉพาะภัยข่มขืนมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 67.6
     12) จากการทำงานของศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง ในช่วงเดือน มกราคม - ธันวาคม 2540 มีผู้มาขอความช่วยเหลือ 1,057 ราย และ ปี 2541 จำนวน 1,000 ราย ประมาณร้อยละ 80 คือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รองลงมาคือ ความรุนแรงทางเพศ
     13) จากการทำงานของฝ่ายบริการสังคม มูลนิธิผู้หญิง ในช่วงเดือนมกราคม - ธันวาคม 2541 พบว่า สภาพปัญหาของผู้เดือดร้อนอันดับหนึ่งคือ ความรุนแรงทางเพศ 139 ราย รองลงมาคือ ความรุนแรงในครอบครัว 83 รายและการค้าหญิง จำนวน 41 ราย
      14) จากสถิติผู้โทรศัพท์ปรึกษาปัญหากับมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ เดือนมกราคม - กันยายน 2542 มีผู้ปรึกษาปัญหา ความรุนแรงในครอบครัว 480 ราย ปัญหาถูกข่มขืน 383 ราย
      15) ศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศ สำนักงานแผนงานและงบประมาณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2541 มีสถิติเกี่ยวกับคดีความผิดทางเพศทุกเขตพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร ดังนี้
            15.1 คดีข่มขืนกระทำชำเรา รับแจ้ง 3,516 ราย จับได้ 2,174 ราย
            15.2 คดีข่มขืนและฆ่า รับแจ้ง 24 ราย จับได้ 14 ราย
            15.3 คดีอนาจาร รับแจ้ง 1,459 ราย จับได้ 1,016 ราย
      16) ข้อมูลกรณีเด็กที่ถูกทำร้ายทารุณ ในช่วงปีงบประมาณ 2541 ซึ่งกองคุ้มครอสวัสดิภาพเด็ก กรมประชาสงเคราะห์ ได้ให้ความช่วยเหลือ พบว่า ใน กทม. มีจำนวน 52 ราย ต่างจังหวัดมี 108 ราย เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 1 เท่า มีทั้งกรณีทำร้ายทางกาย ทางเพศ และถูกปล่อยปละละเลย โดยมีกรณี ทำร้ายทางเพศสูงที่สุด ผู้กระทำทารุณส่วนใหญ่คือ คนรู้จัก ได้แก่ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เพื่อนบ้าน รวมทั้ง ครู
      17) สถิติการช่วยเหลือเด็ก ของมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ในช่วงเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2541 พบว่า เด็กถูกล่วงเกินทางเพศมีมากเป็นอันดับหนึ่ง 88 ราย รองลงมาคือ การทำร้ายทารุณ 33 ราย โสเภณีเด็ก 7 ราย แรงงานเด็ก 4 ราย เด็กสูญหายหรือถูกลักพา 5 ราย และอื่น ๆ เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กถูกทอดทิ้ง 28 ราย รวมทั้งสิ้น 164 ราย และดำเนินการช่วยเหลือไว้ได้ 153 ราย
      18) จากรายงานประจำปี 2542 ของศาลเยาวชนและครอบครัว สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม มีสถิติคดีเด็กและเยาวชน และคดีครอบครัวในรอบปี 2542 ดังนี้
             18.1 คดีที่เด็กและเยาวชนกระทำผิดสูงสุดอันดับ 1 จาก 10 อันดับ ปี พ.ศ. 2542 คือ คดียาเสพติด 18,781 ราย จากทั้งหมด 37,388 ราย คิดเป็น 50.23 %
              18.2 จำนวนเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด ปี 2542 พบว่าทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีน(ยาบ้า)มากที่สุดถึง 17,961 ราย จากทั้งหมด 21,099 ราย คิดเป็น 85.13% ของเด็กที่กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
              18.3 เด็กและเยาวชนที่ถูกจับกุมมายังสถานพินิจฯ ปี 2537 – 2542 จำแนกตามสาเหตุแห่งการกระทำผิด อันดับหนึ่ง คือ คบเพื่อน 15,399 ราย รองลงมาคือ สภาพครอบครัว 11,561 ราย
              18.4 สถิติเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำ จำแนกตามฐานความผิด ปี พ.ศ. 2541 ดังนี้
                      - ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ จำนวน 8,325 ราย
                      - ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย จำนวน 2,304 ราย
                      - ความผิดเกี่ยวกับเพศ จำนวน 1,004 ราย
                      - ความผิดอื่นๆ จำนวน 25,755 ราย
         ความรุนแรงในครอบครัว
         1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวมีมากขึ้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต้องเผชิญด้วยตนเอง ไม่มีผู้เข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหา ขาดการควบคุมอารมณ์และทักษะในการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ ส่งผลให้เกิดความ รุนแรงในครอบครัวและการหย่าร้าง ซึ่งในปี 2540 ตามข้อมูลของกรมการปกครอง มีการจดทะเบียนหย่า 62,379 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2530 ซึ่งมีจำนวน 31,068 ราย ถึง 1 เท่า
         2) ปัญหาความไม่รับผิดชอบต่อครอบครัวของสามี เช่น ชอบดื่มสุรา สิ่งเสพติดต่างๆ การเที่ยวเตร่ การเล่นการพนันจนไม่มีเงินทองเหลือใช้จ่ายในครอบครัว
         3) ในสภาพสังคมปัจจุบันหลายครอบครัวเผชิญกับความเครียดจากงาน ปัญหาการเงิน ปัญหาระหว่างสามีภรรยา หรือพ่อแม่อยู่ในระหว่างอาการมึนเมา เป็นสาเหตุหนึ่งที่ใช้ความรุนแรงหรือทำร้ายทารุณกับลูก
         4) สังคมปัจจุบันกลายเป็นสังคม “บริโภคนิยม” “วัตถุนิยม” สร้างความเห่อเหิม และทำให้วิธีคิดของคนเปลี่ยนไป เช่น พ่อแม่ รุ่นก่อนๆ จะเห็นคุณค่าของลูก แต่ปัจจุบันพ่อแม่ได้ตีค่าลูกเป็นราคา เห็นลูกเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งที่จะบังคับหรือจะทำอย่างไรกับลูกก็ได้
          5) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ ทำให้มีการย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ เป็นผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่แน่นแฟ้น เด็กและผู้สูงอายุไม่มีผู้ดูแล และในภาวะที่มีการเลิกจ้างงาน ผู้ตกงานต้องย้ายถิ่นกลับจะเกิดปัญหาในการปรับตัวเข้ากับครอบครัว
          6) ความเชื่อที่ผิดๆ ว่าเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว ทำให้ ผู้หญิงที่ประสบปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่จะปกปิด หรืออาจจะอาย หรือคิดว่าคนอื่นไม่สามารถช่วยได้ ทำให้ปัญหายิ่งลุกลามรุนแรงขึ้น และด้วย
ความเชื่อเช่นนี้ ทำให้คนรอบด้านไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องหรือ ช่วยเหลือ
          7) ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากผู้ชายทำให้ขาดอำนาจในการต่อรอง ต้องอยู่ในสภาพที่ยอมจำนน
          8) สภาพความรุนแรงในครอบครัวอีกรูปแบบหนึ่งคือ การที่ ผู้หญิงในครอบครัวถูกข่มขืนโดยสามีของตนเอง พ่อข่มขืนลูก และรวมทั้งญาติพี่น้องผู้ชายอื่น ๆ ข่มขืนญาติผู้หญิงในครอบครัว ซึ่งปรากฏตามสื่อมวลชนมากขึ้น
          9) กฎหมายบางเรื่องยังเปิดช่องว่างให้มีการกระทำรุนแรง เช่น กฎหมายอาญา มาตรา 276 ใช้ถ้อยคำว่า “ผู้ใดข่มขืนหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน” มีผลให้สามีข่มขืนภรรยาได้โดยไม่มีความผิด
         ความรุนแรงในโรงเรียนและสถาบันการศึกษา
         1) ครูอาจารย์ยังไม่มีความรู้และไม่เข้าใจเรื่อง สิทธิเด็ก และสิทธิมนุษยชน ทำให้มีการลงโทษที่ไม่เหมาะสม บางครั้งใช้ความรุนแรงกับเด็กโดยไม่สืบหาสาเหตุที่แท้จริงของเด็ก
         2) ยังมีครูอาจารย์ที่กระทำล่วงเกินทางเพศและทำร้ายทารุณทางจิตใจกับเด็กเป็นจำนวนมาก
         3) ค่านิยมของเด็กเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาของตนเอง รวมทั้งประเพณีการต้อนรับน้อง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความรุนแรง
         4) ปัญหาความเครียดความกดดันต่าง ๆ ที่ทั้งครูและพ่อแม่ ให้กับเด็ก เช่น การบังคับให้เรียนพิเศษตอนเย็น การไม่ให้เข้าร่วม กิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย เป็นต้น
         5) ครูยังขาดทักษะในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งครูยังใช้ความรุนแรงต่อกันเองให้เด็กได้เห็น
         6) การลงโทษครูที่กระทำรุนแรงต่อเด็ก ยังไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การลงโทษโดยการโยกย้ายครูไปอยู่ที่โรงเรียนอื่น ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม
        7) ผู้บริหารโรงเรียนบางแห่งปกป้องครู หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ที่กระทำผิด และไม่ต้องการให้ชุมชนหรือสังคมได้รู้ปัญหา เนื่องจากเกรงว่าจะเสียชื่อโรงเรียน
        ความรุนแรงในสังคม
        1) ไม่มีความปลอดภัยในการเดินทางไปทำงานหรือในที่อื่นๆ มีการข่มขืน อนาจาร การทำร้ายร่างกายและทางเพศมากขึ้น ทั้งในที่สาธารณะ ห้างสรรพสินค้า บนรถโดยสารประจำทาง สถานประกอบการ สถานที่ราชการ โรงเรียน และแม้แต่ในวัด หรือทัณฑสถาน ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย
       2) ผู้หญิงจำนวนมากถูกลวนลามทางเพศ ทั้งทางกาย และทางวาจา ในสถานที่ทำงาน สถานประกอบการ โรงงาน สถานที่สาธารณะ
รวมทั้งผู้หญิงที่ทำงานบ้าน และมักไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อมีการฟ้องร้อง
      3) ปัญหาอาชญากรรม การล่อลวง ฆ่า การมอมเมาเด็กและเยาวชนด้วยสารเสพติด และแหล่งอบายมุขต่าง ๆ
     4) สภาพแวดล้อมด้านอิทธิพลจากสื่อมวลชนที่ได้เสนอข้อมูลข่าวสารให้เกิดผลลบแก่ผู้รับสารอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เช่น ค่านิยมฟุ้งเฟ้อ การใช้ความรุนแรง การผลิตสื่อโฆษณา สื่อลามกอนาจาร ที่ก่อให้เกิดการเลียนแบบในทางที่ไม่ถูกต้อง
     5) มีการใช้วัตถุระเบิดรวมทั้งการขู่วางระเบิดตามสถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า และในที่ต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตของประชาชนและสังคมโดยรวม
     6) มีการเอารัดเอาเปรียบ และแสวงประโยชน์จากเด็ก ทั้งด้านแรงงาน การค้าสารเสพติด และธุรกิจบริการทางเพศ
     7) มีการเผยแพร่ภาพลามกทางสื่อต่าง ๆ ทั้งสิ่งพิมพ์ วิดีโอ อินเตอร์เน็ต และสื่ออื่น ๆ โดยเฉพาะทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งถูกใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร เพื่อล่อลวงเหยื่อนำไปสู่การกระทำรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้สื่อโฆษณาหาเพื่อนคุยทางโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต โดยที่เด็กขาดความรู้ ความเข้าใจ และรัฐ ขาดการควบคุมดูแล


  2.2 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรง
       ค่านิยม เจตคติ
       1) สังคมยังมีค่านิยมและเจตคติที่ไม่เหมาะสม เกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงกับชาย เช่น แนวคิดที่ว่าภรรยาเป็นสมบัติของสามี ลูกเป็นสมบัติของพ่อแม่ ผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิง ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ
        2) เจตคติของสังคม ในเรื่องบทบาทหญิงชาย ให้ความสำคัญและคาดหวังเพศชายในฐานะผู้นำ ผู้ตัดสินใจ ผู้สืบทอดเชื้อสายทางครอบครัว เพราะเพศชายมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าสามารถปกป้องผู้ อ่อนแอทางร่างกาย คือผู้หญิงและเด็กได้
        3) เจตคติทางสังคมที่มีแนวโน้มจะประณามผู้หญิงและเด็กว่าเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง มากกว่าจะเข้าใจถึงสิทธิสตรี สิทธิเด็ก และเรียนรู้ที่จะแสดงความเคารพในสิทธิสตรีและสิทธิเด็กอย่างจริงจัง
       4) ความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรง เช่น ความ รุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นเพราะ ผู้หญิงเป็นฝ่ายผิด หรือสมยอมเอง ทำให้ผู้ประสบปัญหาพยายามปิดไว้เป็นความลับ และด้วยความเชื่อดังกล่าวทำให้คนในสังคมไม่ต้องการ เข้าไปยุ่งเกี่ยวและให้ความช่วยเหลือ ทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
     ครอบครัว
     1) ความไม่พร้อมที่จะมีครอบครัวตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ อายุ สุขภาพอนามัย และฐานะทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความรุนแรง
     2) พฤติกรรมของคู่สมรสได้ก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว เช่น การนอกใจคู่สมรส
การดื่มสุรา การติดการพนัน การไม่ช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัว เช่น ด้านเศรษฐกิจ งานบ้าน การดูแลลูก เป็นต้น
     3) การขาดการให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดี หน้าที่ของพ่อแม่ การเลี้ยงดู ให้ความอบอุ่นแก่ลูก
    4) การอบรมเลี้ยงดูลูกชายหญิงไม่เท่าเทียมกัน ขณะที่ลูกผู้หญิงได้รับการอบรมให้เป็นกุลสตรีว่านอนสอนง่าย จะต้องพึ่งพิงผู้ชาย เชื่อฟัง เป็นผู้ตาม เก่งงานบ้านงานเรือน ไม่เป็นอิสระในการไปไหนมาไหน ในขณะที่อบรมลูกผู้ชายให้เข้มแข็ง มีความเป็นลูกผู้ชาย มีอิสระ มีเจตคติเรื่องเพศที่สามารถแสดงออกได้เต็มที่ รวมทั้งการอบรมเลี้ยงดูที่ขาด ศีลธรรม จริยธรรม ขาดการศึกษาที่ทำให้ไม่รู้บทบาทหน้าที่ของตน
    5) การขาดความรู้ในเรื่องการวางแผนครอบครัว ขาดทักษะชีวิต ทักษะในการสื่อสารที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ใช่เอาชนะกันด้วยเหตุผลอย่างเดียว ได้แก่ การแสดงความรู้สึกนึกคิดของตน การถามและ รับฟังความเห็นผู้อื่น การยอมรับชื่นชมอีกฝ่ายหนึ่ง รวมถึงความไม่เข้าใจกันภายในครอบครัวระหว่างสามีภรรยา เช่น ความหึงหวง การไม่ปรับตัวเข้าหากันระหว่างบทบาทหญิงชาย เป็นต้น
    6) ปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น ยากจน การไม่มีอาชีพการงานที่แน่นอนและการว่างงาน
    7) การขาดความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ ปัญหาทางสุขภาพกายและสุขภาพจิต รวมทั้งการมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
    สภาวะเศรษฐกิจ
    1) ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ การเลิกจ้างงาน ธุรกิจล้มละลาย ค่าครองชีพสูง ทำให้เกิดความเครียด เป็นสาเหตุที่ช่วยให้เกิดความรุนแรงทุกรูปแบบทั้งในครอบครัวและสังคม
     2) ลักษณะนิสัยการใช้จ่ายเกินตัว บริโภคนิยม วัตถุนิยม ทำให้มีการกู้หนี้ และก่อให้เกิดความเครียด
     สื่อ
     1) ภาพลามกอนาจารต่าง ๆ ที่เผยแพร่ทางสื่อต่าง ๆ เช่น วิดีโอ หนังสือ ภาพยนตร์ รูปภาพ แผ่นดิสต์ รวมทั้งการเสพย์ของมึนเมาและการเที่ยวในสถานเริงรมย์ต่าง ๆ มีส่วนยั่วยุให้เกิดความรู้สึกทางเพศ
     2) สื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารในทางลบและเพิ่มความรุนแรงให้แก่ผู้รับสารมากยิ่งขึ้น
     3) สื่อขาดแนวคิดพื้นฐานและวิธีการนำเสนอทักษะในการสื่อสารที่ดีที่จะพัฒนาและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทหญิงชาย ได้แก่ ทักษะการสื่อสารระหว่างคู่สมรส พ่อแม่ลูก รวมถึงการสอนทักษะการ สื่อสาร ซึ่งรวมอยู่ในทักษะชีวิต
    4) สื่อทางอินเตอร์เน็ต มีภาพลามก และข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งการสนทนาที่อาจชักจูงไปในทางที่ไม่เหมาะสม หรือก่อให้เกิดความรุนแรง
     การศึกษา
     1) ระบบการศึกษายังไม่ให้ความสำคัญในการบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องจริยธรรมทางเพศ การเป็นพ่อแม่ที่ดี สิทธิสตรี สิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชน
     2) การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษายังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างจริงจัง เนื่องจากเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ปกปิดมีผลทำให้วัยรุ่นเกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากลอง เมื่อมีอารมย์ทางเพศเกิดขึ้น จึงไม่รู้ว่าจะจัดการกับตนเองอย่างไร จึงหาทางออกผิดๆ เช่น การข่มขืน ลวนลามทางเพศ
    3) การศึกษาของไทยยังไม่สามารถสอนให้เด็กแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วย เหตุผลและสันติวิธี ซึ่งหมายรวมถึงทักษะในการ สื่อสารที่ดี รวมทั้งไม่สอนให้เด็กรู้จักการควบคุมตนเอง และฝึกความ มีเมตตาต่อผู้อื่น รวมทั้งขจัดความรู้สึกถือตัวถือตน ซึ่งเป็นสาเหตุของความโกรธ และนำมาซึ่งการใช้ความรุนแรง
    อื่น ๆ
     1) ปัญหาโรคเอดส์ ซึ่งเป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาได้ ทำให้กลาย เป็นความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัวทุกคน ทั้งทาง ร่างกาย สุขภาพจิต โดยเฉพาะแม่บ้านและเด็ก ซึ่งกลายเป็นเหยื่อทาง เพศโดยไม่มีทางเลือก
     2) ปัญหาความรุนแรงและการทอดทิ้ง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ ผู้ด้อยโอกาสทั้งในครอบครัวและสังคม มีมากขึ้น


  2.3 ผลกระทบของความรุนแรง
         ผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำ
       1) เด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรมจะมีปัญหาสุขภาพจิตตามมา ซึ่งอาจทำให้เป็นอุปสรรคในการเจริญเติบโตไม่เหมาะสมกับวัย กลายเป็นผู้พิการ ขาดสารอาหาร และกลายเป็นปัญหาภาระของสังคมต่อไป
      2) ประสบการณ์ของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต มีอาการหวาดผวา ไม่ไว้วางใจใคร ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เสียสุขภาพจิต มีพัฒนาการทางร่างกายช้า มีปัญหาทางการเรียนตามมา
      3) เด็กที่เคยถูกทำร้ายหรือตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นอันธพาลหากไม่ได้รับการบำบัดเยียวยาอย่างถูกวิธี เมื่อ โตขึ้นจะกลายเป็นอาชญากร หรือเป็นผู้ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นต่อไป
     4) เด็กที่ถูกล่วงเกินทางเพศบางรายจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ และพยายามที่จะทำกับคนอื่นอย่างที่ตนถูกกระทำ
     5) เด็กที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่รุนแรง หรือเคยพบเห็น เหตุการณ์รุนแรง จะเกิดการเรียนรู้ต้นแบบการแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง และเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ
    6) ผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงทางด้านร่างกายและทางเพศจะได้รับบาดเจ็บ บางรายพิการหรือถึงแก่ชีวิต และผู้หญิงที่ถูกล่วงเกินทางเพศ อาจตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ นำไปสู่ปัญหาการทำแท้ง หรือมีบุตรโดยไม่พร้อม กลายเป็นปัญหาสังคม ติดเอดส์หรือเป็นโรคจากการ มีเพศสัมพันธ์
   7) ผู้หญิงที่ถูกกระทำทารุณกรรมจะมีผลกระทบทางด้านจิตใจ คือ สูญเสียความมั่นใจ อับอาย กลัวสังคมไม่ยอมรับ มีความกดดัน เครียด หวาดผวา คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด ลงโทษตนเองและที่สำคัญคิดว่าตนเองได้สูญเสียคุณค่าความเป็นมนุษย์ บางรายถึงกับมีอาการทางจิต เสียสติถ้าถูกกระทำซ้ำ ๆ
    ผลกระทบต่อครอบครัว
    1) ครอบครัวไม่สามารถทำหน้าที่ครอบครัวได้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวถูกทำลาย ครอบครัวไม่สงบสุข เกิดความห่างเหิน ขาดความรักความเข้าใจในครอบครัว กลายเป็นครอบครัวแตกร้าว
    2) การหย่าร้างมีมากขึ้น ส่งผลกระทบถึงสถานภาพของลูก ไม่มีคนดูแล ขาดความรักความอบอุ่น กลายเป็นเด็กเก็บกด มีพฤติกรรมก้าวร้าว และหนีออกไปจากบ้านเข้ากลุ่มเพื่อนติดยาเสพติด
    ผลกระทบต่อชุมชนและสังคม
     1) สังคมไทยกลายเป็นสังคมไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะกับเด็กและสตรี
      2) การทะเลาะเบาะแว้ง การด่าทอทุบตีทำร้ายกันในครอบครัว ส่งผลให้เกิดความรำคาญกับเพื่อนบ้านและชุมชน ทำให้ขาดความสันติสุข
     3) ครอบครัวบางครอบครัวเป็นหน่วยผลิตทางเศรษฐกิจโดยตรง ดังนั้นเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคมการเมือง และสิ่งแวดล้อม
    4) ปัญหาสังคมจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถาบันครอบครัวไม่สามารถรวมตัวเป็นพลังกลุ่มหรือชุมชนที่จะบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ ต่อสังคมได้
    5) ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นอุปสรรคในการพัฒนาศักยภาพของสตรี พัฒนาความเจริญก้าวหน้าในการประกอบอาชีพ และเป็นการทำลายเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างเสมอภาคและสันติสุข


 2.4 ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหา
      1) ให้มีนโยบายและแผนงานระดับชาติในเรื่อง การยุติความ รุนแรงต่อเด็กและสตรี ที่สามารถใช้เป็นแนวทางการทำงานของหน่วยงาน
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
      2) รัฐต้องมีมาตรการในการให้ความรู้แก่ประชาชนและสังคมเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ความรุนแรงในครอบครัว สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรีและสิทธิเด็ก
     3) รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
    4) รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนทั้งหญิงและชาย องค์กรชุมชน มีส่วนร่วมในการแก้ไข ป้องกัน และขจัดความรุนแรงใน ทุกระดับของความสัมพันธ์ ทั้งระหว่างสามีภรรยา หญิงกับชาย พ่อแม่ กับลูก พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน ครูอาจารย์กับนักเรียนนักศึกษา
      5) รัฐและองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนต้องมีมาตรการในการป้องกันและควบคุมสื่อที่ส่งเสริมความรุนแรงในทุกรูปแบบ และผู้ผลิตสื่อต้องแสดงความรับผิดชอบในการนำเสนอสื่อทุกรูปแบบรวมทั้งไม่ให้ สื่อกลายเป็นเครื่องมือวิธีการส่งเสริมความรุนแรง หรือแสดงถึงอคติที่มีต่อภาพลักษณ์โดยรวมของสตรี
     6) พัฒนารูปแบบการติดต่อสื่อสารเป็นสองทางให้มากขึ้น และแสดงออกถึงการพัฒนาในทางที่สร้างสรรค์อย่างชัดเจน
   
  7) ให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว และมีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเผยแแพร่กฎหมายดังกล่าวให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีบริการทางกฎหมายแก่ครอบครัวที่มีปัญหา ตลอดจนประชาชนทั่วไปต้องร่วมมือกันใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เป็นเครื่องมือยุติความรุนแรง
     8) พัฒนาองค์กรภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือ ผู้ถูกกระทำรุนแรง รวมทั้งสนับสนุนองค์กรเอกชนที่ทำหน้าที่ดังกล่าว
     9) พัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้เข้าใจถึงธรรมชาติของปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น และพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินคดีทางอาญา โดยคำนึงถึงสภาพจิตใจ และความต้องการของผู้เสียหาย
    10) รัฐต้องให้ความสำคัญต่อการศึกษาวิจัยสภาพปัญหา ปัจจัยกำหนดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ผลกระทบต่อผู้เสียหาย การประเมินการใช้นโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี

 


3. วิสัยทัศน์
    3.1) เด็กและสตรีปลอดจากการถูกกระทำรุนแรงและล่วงละเมิดสิทธิ ทางกาย วาจา จิตใจและทางเพศ ทั้งในครอบครัว ชุมชน สื่อ สถานที่ทำงาน สถานที่ราชการ โรงเรียน และสังคมส่วนรวม
     3.2) ครอบครัวและสังคมมีสันติสุขสามารถแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
      3.3) รัฐ ครอบครัว และสังคมมีกลไกการเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ
     3.4) รัฐและประชาชนมีความรู้ ตระหนักและเข้าใจปัญหาความ รุนแรงต่อเด็กและสตรี รวมทั้งสิทธิเด็ก และสิทธิสตรี
     3.5) มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชน และชุมชน ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีอย่างเป็นสหสาขาวิชาชีพ

 


4. วัตถุประสงค์ของแผน
    
4.1) เพื่อให้มีนโยบายและกลไกทุกระดับ ในการป้องกันแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เพื่อให้เด็กและสตรีได้รับการปกป้องคุ้มครองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการกระทำรุนแรง
     4.2) เพื่อให้มีการพัฒนาศักยภาพ ความรู้และทักษะของบุคลากร และส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ
     4.3) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน มีความรู้ ความเข้าใจ มีเจตคติที่เหมาะสม ตระหนักในสิทธิเด็กและสตรี
และมีทักษะในการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ หลีกเลี่ยงการเป็นผู้กระทำความรุนแรงและเป็นผู้ถูกกระทำ
     4.4) เพื่อสนับสนุนให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน และองค์กรท้องถิ่น มีส่วนร่วมช่วยดูแล เฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ทุกขั้นตอน
    4.5) เพื่อให้มีการสร้างเครือข่ายการประสานการดำเนินงานในลักษณะสหสาขาวิชาชีพ ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติของภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรท้องถิ่น และประชาชน


5. นโยบายระดับชาติ

     รัฐมีนโยบายปกป้อง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โดย
      5.1) รัฐต้องให้ความสำคัญและส่งเสริมการคุ้มครองป้องกันเด็ก และสตรีจากความรุนแรงทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งในครอบครัวและสังคม โดยเน้นการพัฒนาคน ครอบครัว และสังคมให้มีสันติสุขและเสมอภาคระหว่างชายหญิง รวมทั้งแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่ส่งเสริมการคุ้มครองในเรื่องดังกล่าว
     5.2) รัฐต้องช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง รวมทั้งสนับสนุนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินการเกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการดูแลรักษา ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ การจัดที่พักพิงชั่วคราว ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ รวมทั้งการดำเนินการทางกฎหมาย หากหน่วยงานดังกล่าวเพิกเฉย ควรมีมาตรการดำเนินการลงโทษ
      5.3) รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกทุกคนในสังคม โดยเฉพาะการมุ่งเน้นให้สตรีมีบทบาทร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง ทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ
     5.4) รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และระบบข่าวสารข้อมูล เพื่อนำไปสู่การ ปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ในการสร้างสรรค์ครอบครัวอบอุ่นมั่นคง ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง
     5.5) รัฐต้องส่งเสริมให้มีการบูรณาการด้านการประสานงาน แผนงานและงบประมาณให้สอดคล้องกันในการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
     5.6) รัฐต้องสนับสนุนให้ลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
     5.7) รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนเกิดความรู้ความเข้าใจ และจิตสำนึกในเรื่องสิทธิเด็ก สิทธิสตรี และสิทธิมนุษยชน และร่วมกันขจัดปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี


6. แผนงานหลัก
    แผนงานหลักมี 6 แผนงาน คือ
    1) แผนงานป้องกันและส่งเสริม
    2) แผนงานด้านกฎหมาย
    3) แผนงานช่วยเหลือคุ้มครองและสวัสดิการ
    4) แผนงานด้านการศึกษาและวิจัย
    5) แผนงานพัฒนากลไก การประสานงานและบูรณาการ
    6) แผนงานการติดตาม ประเมินผลและระบบฐานข้อมูล
    แผนงานต่าง ๆ มีมาตรการดังนี้


   1. แผนงานป้องกันและส่งเสริม
        ระยะสั้น
        1) รณรงค์ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐทุกระดับเข้าใจและตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของเด็กและสตรีทุกระดับ การที่เด็กและสตรีตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ถือเป็นปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจัง
       2) รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเรียนรู้เรื่อง สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี สิทธิเด็ก เพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยม เจตคติและพฤติกรรม ที่มีส่วนส่งเสริม การสร้างปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
      3) รณรงค์และส่งเสริมให้สื่อมวลชนควบคุมกันเอง และมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ พร้อมทั้งขอให้สื่อมวลชนให้เสนอข้อมูลที่ถูกต้อง
เหมาะสม ไม่ถ่ายทอดสื่อที่รุนแรง ผู้ผลิตสื่อทุกระดับต้องมีความตระหนักที่จะเผยแพร่สื่อให้อยู่ในกรอบของการพัฒนาสังคมอย่างสร้างสรรค์ และเคารพต่อสิทธิของผู้เสียหาย เน้นการนำเสนอเกี่ยวกับตัวผู้กระทำผิด ไม่ใช่เน้นที่ผู้ถูกกระทำ โดยให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ ที่สามารถดำเนินการได้โดยฉับไว และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่ทราบอย่างทั่วถึง
      4) ส่งเสริมงานชุมชนสัมพันธ์ ปลูกฝังให้ประชาชนมีจิตสำนึกในการเป็นพลเมืองดี ตระหนักว่าความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เฝ้าระวังปัญหา รู้จักป้องกันตนเอง แจ้งเหตุและช่วยเหลือผู้อื่น
      5) ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในระหว่างสมาชิกครอบครัว รณรงค์ให้ความรู้แก่บิดา มารดา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป ในเรื่องครอบครัวศึกษาการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกต้องเหมาะสม อยู่บนพื้นฐานความเสมอภาคระหว่างหญิงชายผ่านทางสื่อประเภทต่าง ๆ เช่น การจัดรายการวิทยุโดยผู้มีความรู้และมีความเป็นวิชาชีพสูง
      6) ส่งเสริมการรวมกลุ่มครอบครัวในชุมชน เพื่อปกป้องดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและสตรี ตลอดจนจัดให้มีบริการและสวัสดิการสังคมแก่ครอบครัว เช่น สถานรับเลี้ยงและพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กในกลุ่มเสี่ยง
       7) เพิ่มศักยภาพบุคลากรทุกระดับในสถาบันการศึกษา โดยส่งเสริมสนับสนุนให้มีความรู้เรื่องสิทธิสตรี สิทธิเด็กอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมมาตรการให้ครูมีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงทั้งในสถานศึกษา ครอบครัว และชุมชน
      8) ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนการสอน และการปฏิบัติของครูที่ ไม่ใช้ความรุนแรง เน้นในเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม เมตตาธรรม ให้มีสติ การยับยั้งใจ เช่น ไม่มีการลงโทษโดยใช้ความรุนแรง
      9) ให้มีระบบประเมินการสอนและความประพฤติของครู โดยใช้ระบบคุณธรรม และสถาบันการศึกษาที่ผลิตครูต้องให้ความสำคัญกับการอบรมจรรยาบรรณของอาชีพครู และให้มีระบบการสอบใบประกอบอาชีพครู
     10) รัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วนในการควบคุม ลด เลิก สื่อลามกอนาจาร และสื่อความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ก่อให้เกิดการเลียนแบบความรุนแรง รวมทั้ง การโฆษณาสุราและ สิ่งเสพติดต่าง ๆ
      11) ส่งเสริมให้องค์กรทางศาสนามีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
      12) จัดหน่วยให้บริการประชาชนทั้งก่อนและหลังสมรส รวมทั้งจัดให้มีศูนย์บริการให้คำปรึกษาครอบครัวให้เพียงพอทั้งปริมาณและคุณภาพ หรือ
ตั้งหน่วยงานบริการขึ้นในหน่วยงาน/องค์กรที่มีอยู่แล้ว เช่น อำเภอ อบต. เขตต่างๆ ใน กทม. ศูนย์เยาวชนของ กทม.
       13) ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แก่องค์กรชุมชน ครอบครัวและประชาชน เพื่อให้เกิดความตระหนักในความสำคัญของเด็ก และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเด็กในชุมชน
       ระยะยาว
       1) กำหนดมาตรการและบทลงโทษทางกฎหมายและสังคม ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชน ผู้พบเห็น และผู้เกี่ยวข้อง หากมีการเพิกเฉย เมื่อพบกรณีความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
       2) รณรงค์ให้ประชาชนและสังคมปรับเปลี่ยน เจตคติ ค่านิยม และพฤติกรรม ไปในทางสร้างสรรค์ และมุ่งเน้นเพื่อการปกป้องไม่ให้ผู้หญิงและเด็กต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในทุกรูปแบบและทุกสถานการณ์
      3) ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อขจัดอคติทางเพศ และการเลือกปฏิบัติต่อเด็กและสตรีทุกรูปแบบให้เป็นไปตาม กติกาสากลระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
     4) ส่งเสริมอาชีพแก่สมาชิกในครอบครัวและส่งเสริมให้ครอบครัวมีหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ตลอดจนให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่ครอบครัวเมื่อสมาชิกในครอบครัวได้รับความรุนแรง
     5) สนับสนุนให้มีหน่วยงานบริการแนะแนวและให้คำปรึกษาครอบครัว ให้เพียงพอทั้งปริมาณและคุณภาพ ในสถานที่ต่าง ๆ เช่น หน่วยงานราชการ ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีตำรวจ บ้านพักฉุกเฉิน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน สถานประกอบการ ฯลฯ โดยรูปแบบที่ให้บริการนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสม พร้อมทั้งขยายการให้บริการใน เชิงรุกมากขึ้น และสร้างระบบการส่งต่อผู้รับบริการให้กับหน่วยงานที่ รับผิดชอบโดยตรง
      6) ภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมในการขจัดสารเสพติดทุกชนิด ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในทุกรูปแบบ ไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้


2. แผนงานด้านกฎหมาย
     ระยะสั้น
     1) ให้การคุ้มครองดูแลเป็นพิเศษในกรณีที่เด็กและสตรีเป็นผู้ถูกกระทำ โดยเฉพาะระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดี เช่น การรักษาความลับ การคุ้มครองดูแล การให้ที่พักพิงในสถานที่ที่เหมาะสมและไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนทางจิตใจ
       2) เร่งปรับปรุงและผลักดันให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพเด็กแทนประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 294 ภายใน 1 ปี และให้มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจแยกผู้เสียหายที่เป็นเด็กออก ชั่วคราวจากผู้ปกครองที่เป็นผู้กระทำรุนแรง
      3) ให้มีมาตรการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เสียหาย หรือพยานที่เป็นเด็กและสตรี ในการชี้ตัวผู้กระทำผิด การให้ปากคำ ฯลฯ
     4) ส่งเสริมสนับสนุนและคุ้มครองเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย และทางสังคมสงเคราะห์ทุกระดับที่เข้าไปดำเนินการเพื่อ ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวและสังคม
     5) ให้มีระบบการรายงาน และติดตามผลโดยมีกฎหมายบังคับให้ ผู้พบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี รวมทั้งแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขที่พบกรณีสงสัย ต้องรายงานเรื่องดังกล่าวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ และกำหนดเป็นความผิด หากผู้พบเห็นดังกล่าวไม่ปฏิบัติ
     6) รณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพโดยเคร่งครัด
     7) ให้เร่งรัดการออกกฎหมาย ระเบียบ การชดเชยผู้เสียหายที่เป็นเด็กและสตรี ที่ถูกละเมิดทางแพ่งและทางอาญารวมทั้งให้มีมาตรการชดเชย/ช่วยเหลือจากรัฐ
     8) ให้มีกฎหมายกำหนดความผิดแก่ บิดา มารดา และ/หรือเจ้าบ้านที่ละเลย เพิกเฉย ไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่กรณีที่พบว่าบุตร หรือคนในครอบครัวถูกกระทำรุนแรงทั้งจากคนในครอบครัว และบุคคลภายนอก
      9) รณรงค์ให้สังคมร่วมกันยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และต่อต้านบุคคลที่ใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา ตลอดจนใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการขั้นเด็ดขาดแก่บุคคลดังกล่าว
    10) ให้มีการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อปรับเปลี่ยนเจตคติเกี่ยวกับกรณีความรุนแรงต่อเด็กและสตรี และให้สามารถปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านอื่นที่เกี่ยวข้องในลักษณะสหสาขาวิชาชีพได้
     ระยะยาว
       1) เพิ่มมาตรการ ที่ใช้แทนการลงโทษที่รุนแรงหรือจำคุก แต่ลดขั้นตอนการดำเนินการ เพื่อความยุติธรรมให้กระชับและไม่เป็นการซ้ำเติมทำร้าย ผู้ถูกกระทำ เช่น การให้ผู้กระทำไปรับการบำบัดรักษาทางสภาพจิตใจ การปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นต้น
      2) รณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
      3) ส่งเสริมสถานภาพสตรีโดยการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่ยังเลือกปฏิบัติต่อสตรี การออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกฎหมายที่รองรับรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เรื่องความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง
 

3. แผนงานช่วยเหลือคุ้มครองและสวัสดิการ
     ระยะสั้น
     1) พัฒนาระบบเครือข่ายจัดการฝึกอบรมและคู่มือในการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องใช้ร่วมกัน จัดระบบเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือรักษาดูแลทั้งสุขภาพกายและจิตใจของผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่มีมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และง่ายต่อการเข้าถึงบริการโดยเฉพาะสถานพยาบาลต่าง ๆ
     2) ให้มีบริการความช่วยเหลือแก่ผู้ถูกกระทำรุนแรงในลักษณะศูนย์บริการร่วม (one stop service) ให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการแพทย์ การบำบัดฟื้นฟู และการดำเนินการทางกฎหมาย
     3) พัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาความรุนแรง เช่น แพทย์ พยาบาล ครู นัก     จิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ตระหนักถึงปัญหาและเข้าใจวิธีจัดการกับปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างมืออาชีพ เพื่อความ มั่นใจของผู้ใช้บริการหรือกับผู้ที่ถูกกระทำ
    4) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ หน่วยงานรัฐและ องค์กรเอกชน ทั้งด้านงบประมาณ และวิชาการกับหน่วยงานที่ทำงานช่วยเหลือปกป้องเด็กและสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและเป็นอิสระ
     5) ให้ศูนย์ช่วยเหลือเร่งด่วน 24 ชั่วโมง และศูนย์สงเคราะห์ราษฎรประจำหมู่บ้าน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ปฏิบัติงานด้านการรับเรื่องราวร้องทุกข์ การให้คำปรึกษา การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้ง จัดให้มีที่พักพิงแก่เด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรงก่อนจะพาไปรับบริการยังหน่วยงานเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องต่อไป
      ระยะยาว
      1) จัดให้มีหน่วยงานที่ชัดเจน ทำหน้าที่พิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครองเด็กและสตรี ตลอดจนเฝ้าระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้นและเป็นกระบอกเสียงแทนเด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรง โดยสามารถดำเนินการได้ในทันที กรณีที่ต้องการความช่วยเหลือโดยฉับพลัน ทั้งนี้ ให้มีบริการโทรศัพท์ สายด่วนเลขสามหลัก จดหมายอิเลคทรอนิคส์ ฯลฯ เพื่อรับแจ้งการขอความช่วยเหลือ และให้มีการประชาสัมพันธ์บริการดังกล่าวให้ประชาชนทราบ
       2) ให้ภาครัฐ จัดหรือสนับสนุนให้องค์กรเอกชน ชุมชน จัดให้มีบ้านพักพิงที่ปลอดภัยแก่สตรีและเด็กที่ประสบปัญหาความรุนแรง
รวมทั้งมีกระบวนการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในกรณีที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณ และการดำเนินงานขององค์กรเอกชนเพื่อให้จัดบริการดังกล่าว
       3) รณรงค์และสนับสนุนการรวมตัวและสร้างเครือข่ายของประชาชน องค์กรประชาชนและสถาบันทางศาสนา เช่น วัด โรงเรียน ศูนย์เยาวชน ให้สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ในการดูแลงานด้านการหยุดยั้งความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในชุมชน


4. แผนงานด้านการศึกษาและวิจัย
    ระยะสั้น
    1) จัดให้มีการบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนในเรื่องสิทธิเด็ก สิทธิสตรี สิทธิมนุษยชน บทบาท หญิงชาย ครอบครัวศึกษา ทักษะชีวิต ทักษะในการสื่อสารที่ดี การป้องกันตัว เพศศึกษา ในสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ทางตรงและทางอ้อม และการศึกษาผ่านทางสื่อประเภทต่าง ๆ รวมทั้งให้มีการพัฒนาบุคลากร และสื่อประกอบการเรียนการสอนควบคู่ไปด้วย
    2) เผยแพร่และนำเสนอผลงานทางวิชาการหรืองานวิจัยอย่างเป็นระบบ แก่ผู้สนใจและ
         2.1) ประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจและเป็นการพัฒนาทางการศึกษา รวมทั้งส่งเสริมให้นำผลที่ได้จากการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน
        2.2) สนับสนุนให้มีโครงการนำร่อง เน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการและประเมินผลในพื้นที่ 1 แห่ง ในด้านการพัฒนาครอบครัวและชุมชน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเพื่อขยายผล ในระยะต่อไป
       ระยะยาว
        1) สนับสนุนให้สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย รวมทั้งองค์กรวิชาชีพ องค์กรพัฒนาเอกชน ด้านสตรีและเด็ก ส่งเสริมให้อาจารย์ นักศึกษาและนักวิชาการ สร้างผลงานทางวิชาการ/งานวิจัยด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาใน สังคมไทย
       2) ส่งเสริมสถาบันการศึกษาทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน และองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันให้การศึกษาปลูกฝังเจตคติและค่านิยมที่ถูกต้องเหมาะสม ในการไม่ใช้ความรุนแรงแก่ ครอบครัวและสังคมแก่คนรุ่นใหม่
      3) ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่สื่อมวลชนทุกประเภท โดยเฉพาะผู้จัดรายการที่มีการตอบปัญหาทางโทรศัพท์ เพื่อให้เข้าใจปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น บทบาทชายหญิง สิทธิมนุษยชน ฯลฯ
 

5. แผนงานพัฒนากลไก การประสานงานและบูรณาการ
     ระยะสั้น
     1) ให้มีกลไกประสานงานระดับชาติเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ทำหน้าที่ประสานงานเพื่อให้เกิดบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชน รวมทั้งหน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน รวมทั้งรายงานผลให้คณะรัฐมนตรี และเผยแพร่สู่สาธารณชนเป็นระยะ ๆ
      2) สร้างมาตรฐานการทำงานอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน กำหนดให้ มีการดูแลและรับผิดชอบด้านคุณภาพ สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ทำงานทางด้านขจัดความรุนแรงโดยทางตรง และโดยทางอ้อม
      3) ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งกลไกเครือข่ายองค์กรประชาชนระดับต่าง ๆ ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะระดับหมู่บ้านและชุมชน เพื่อสำรวจเฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไข และให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและสตรีจากการกระทำรุนแรง
      4) หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องคุ้มครองผู้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและสตรีที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง
       5) พัฒนาบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถจัดการกรณีของเด็กและสตรีที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง รวมทั้งสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนร่วมกันขจัดปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
      6) ให้มีการฝึกอบรมเฉพาะด้านในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญ ตลอดจนมีเจตคติที่ดี ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายที่เป็นเด็กและสตรี
       ระยะยาว
       1) ส่งเสริมให้มีการพัฒนาหน่วยปฏิบัติที่รับผิดชอบปัญหาโดยตรงที่หลากหลายตามสถานบริการสุขภาพ และให้มีเจ้าหน้าที่เพียงพอต่อการบำบัดรักษา ทั้งผู้ที่ถูกกระทำและผู้กระทำความรุนแรง เช่น แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ
      2) จัดให้มีศูนย์หรือหน่วยให้คำปรึกษาแนะแนวเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวให้ครอบคลุมมากขึ้นและทั่วถึงทั้งในเขตชุมชนเมืองและชนบท


6. แผนงานการติดตาม ประเมินผลและระบบฐานข้อมูล
     ระยะสั้น
     1) ส่งเสริมให้มีการรวบรวมสถิติและผลงาน เพื่อเปรียบเทียบการเกิดขึ้นและการลดลงของความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งให้มีการประมวล วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล งานวิจัย ที่เกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ตลอดจนให้มีการ ติดตามประเมินผล การดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
     2) สร้างตัวชี้วัด 1 ชุด เพื่อเป็นเครื่องมือวัดผลกระทบจากปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว และสังคม ซึ่งสามารถนำมาใช้ประเมินผลโครงการและแผนได้
    3) จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางและเครือข่ายเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลที่จัดเก็บ ข้อมูลที่สำคัญทุกด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ที่ต้องการศึกษา นักวิจัย ผู้ถูกกระทำรุนแรง รวมทั้งประชาชนทั่วไป สามารถค้นคว้าได้ ทั้งในด้านข้อมูลสถิติ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การให้ความช่วยเหลือ และการบำบัด
    4) ให้มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน ในการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบาย และวางแผนการป้องกันและช่วยเหลือต่อไป


7. หน่วยงานที่รับผิดชอบ
     7.1 ภาครัฐ
              สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
              สำนักงานอัยการสูงสุด
              กระทรวงมหาดไทย - กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน กรมราชทัณฑ์
              กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม - กรมประชาสงเคราะห์  กรมการพัฒนาฝีมือแรงงาน   กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
             กระทรวงศึกษาธิการ - ทุกกรม
             กระทรวงสาธารณสุข - สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์  กรมอนามัย กรมสุขภาพจิต
กรมควบคุมโรคติดต่อ
           กระทรวงยุติธรรม - ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กรมคุมประพฤติ  สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
           ทบวงมหาวิทยาลัย - สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว  มหาวิทยาลัยมหิดล
           กรุงเทพมหานคร - สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย  สำนักพัฒนาชุมชน  สำนักสวัสดิการสังคม  สำนักการศึกษา
    7.2 ภาคเอกชนและองค์กรประชาชน
            สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ฯ สภาสตรีแห่งชาติฯ มูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิผู้หญิง มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิคุ้มครองเด็ก มูลนิธิส่งเสริมโอกาสผู้หญิง บ้านของวันพรุ่งนี้ เชียงใหม่
     7.3 องค์กรวิชาชีพ
              สมาคมแพทย์ทุกสาขา สมาคมพยาบาลทุกสาขา สมาคมจิตวิทยา
     7.4 สื่อมวลชน สมาคมผู้สื่อข่าว สถานีวิทยุ
สมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย สภาการนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถานีวิทยุ และสถานีโทรทัศน์ทุกแห่ง
     7.5 องค์กรประสานงานระดับชาติ
           1) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดย
                1.1) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ (กสส.)
                1.2) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (สยช.) ประสานงานนโยบายด้านเด็กและเยาวชน
          2) สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กแลพครอบครัว มหาวิทยาลัย มหิดล ประสานด้านวิชาการ


8. กิจกรรมหลัก/โครงการหลัก (ตัวอย่าง)
     8.1 โครงการทั่วไป
            1. โครงการป้องกันการละเมิดและกระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรี
            2. โครงการรณรงค์แก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
            3. โครงการการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรง
            4. โครงการผลิตสื่อรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
            5. โครงการการสัมมนาเรื่อง “สื่อมวลชนกับสถานการณ์ความรุนแรงในสังคม”
            6. โครงการอาสาสมัครส่งเสริมสิทธิ : อาสาสมัครชุมชนเฝ้าระวังภัยต่อเด็กและสตรี
            7. โครงการการให้บริการความช่วยเหลือคุ้มครองและปกป้องสิทธิเด็กและสตรีที่ประสบปัญหาความรุนแรง
            8. โครงการรณรงค์ให้มีการปรับเปลี่ยนเจตคติของผู้หญิง และ ผู้ชายต่อการใช้ความรุนแรง
            9. โครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวกับการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
         10. โครงการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสตรีและเด็กที่ประสบปัญหาความรุนแรง ในโรงพยาบาลของรัฐในแผนกฉุกเฉิน
         11. โครงการฝึกอบรมบุคลากรและจัดทำคู่มือแนวทางการให้ความช่วยเหลือสตรีและเด็กที่ประสบปัญหาความรุนแรงแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง
         12. โครงการส่งเสริมหลักสูตรการเรียนการสอนในประเด็นสิทธิเด็กและสตรีสิทธิมนุษยชน
         13. โครงการประกวดภาพวาดรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
         14. โครงการอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ครู และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
         15. โครงการอบรมครูเรื่อง “สิทธิเด็กและสิทธิสตรี”
         16. โครงการรณรงค์ปรับเปลี่ยนเจตคติและค่านิยม : พฤติกรรมรุนแรงในครอบครัว
         17. โครงการบทบาทของสื่อกับการนำเสนอปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
         18. โครงการจัดทำคู่มือ guideline สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์และประชาชนทั่วไปสำหรับการดำเนินคดีที่ผู้เสียหายเป็นเด็กและสตรี ซึ่งถูกกระทำรุนแรงถูกละเมิดทางเพศ การล่อลวงบังคับค้าประเวณี รวมทั้งรวบรวมรายชื่อหน่วยงานองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
        19. โครงการส่งเสริมองค์กรทางศาสนาให้มีบทบาทในการลดปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
        20. โครงการครอบครัวสัมพันธ์ไม่ต้องใช้ความรุนแรง
  8.2 โครงการวิจัย
        1. โครงการวิจัยพัฒนาตัวชี้วัดปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี และผลกระทบในระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว และสังคม
        2. โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาครอบครัวดีมีสุขโดยชุมชน (เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ในลักษณะโครงการนำร่อง 1 พื้นที่ เพื่อขยายผลในระยะต่อไป)
        3. โครงการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการแก้ไขความขัดแย้งในครอบครัวและในชุมชนอย่างสร้างสรรค์
       4. โครงการศึกษารูปแบบความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในบริบทต่าง ๆ โดยศึกษาถึงสาเหตุเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไข
       5. โครงการศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหายและผู้กระทำผิดในสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรุนแรงเฉพาะหน้า
            โครงการสำรวจธรรมชาติ ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในประเทศไทย
       6. โครงการวิจัยการรับรู้ของคนในครอบครัวที่มีปัญหาการกระทำรุนแรง
       7. โครงการสำรวจธรรมชาติ ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในประเทศไทย, ใน กทม. ฯลฯ
       8. โครงการวิจัย เรื่อง ปัญหาอุปสรรค กลไกรัฐในการให้การคุ้มครองช่วยเหลือปกป้องสิทธิสตรีที่ประสบปัญหาความรุนแรง
      9. โครงการประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของกระบวนการยุติธรรมในการดำเนินคดีความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ตลอดจนความสามารถตอบสนองความต้องการของเด็กและสตรีผู้เสียหาย
    10. โครงการวิจัยประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี

 

 

 

 


ภาคผนวก

 

 


1. คณะอนุกรรมการพัฒนาครอบครัวและแก้ไขความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
2. คณะทำงานจัดทำร่างนโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
3. ข้อมูลสถิติ ปี พ.ศ. 2547


คณะอนุกรรมการพัฒนาครอบครัวและแก้ไขความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
1. องค์ประกอบ
(1) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อนุกรรมการที่ปรึกษา
(2) นางสายสุรี จุติกุล ประธานอนุกรรมการ
(3) นายจีระพงษ์ สิวายะวิโรจน์ รองประธานอนุกรรมการ
(4) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและ อนุกรรมการ
ปราบปรามยาเสพติดหรือผู้แทน
(5) อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์หรือผู้แทน อนุกรรมการ
(6) เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมและประสาน อนุกรรมการ
งานเยาวชนแห่งชาติ หรือผู้แทน
(7) อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน หรือผู้แทน อนุกรรมการ
(8) อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ หรือผู้แทน อนุกรรมการ
(9) เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ อนุกรรมการ
หรือผู้แทน
(10) เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูหรือผู้แทน อนุกรรมการ
(11) อธิบดีกรมการแพทย์ หรือผู้แทน อนุกรรมการ
(12) อธิบดีกรมสุขภาพจิต หรือผู้แทน อนุกรรมการ
(13) คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ อนุกรรมการ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(14) ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการสังคม อนุกรรมการ
กรุงเทพมหานคร หรือผู้แทน
(15) ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ อนุกรรมการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(16) ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อนุกรรมการ
(17) ผู้แทนองค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ อนุกรรมการ
(18) ผู้แทนสภาคริสตจักรแห่งประเทศเทศ อนุกรรมการ
(19) ผู้แทนสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชน อนุกรรมการ
(20) ประธานสหพันธ์สมาคมครูและผู้ปกครอง อนุกรรมการ
หรือผู้แทน
(21) ผู้แทนมูลนิธิเพื่อนหญิง อนุกรรมการ
(22) ผู้แทนมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ อนุกรรมการ
(23) ศ. จรรจา สุวรรณทัต อนุกรรมการ
(24) ร.ศ. พ.ญ. นิตยา คชภักดี อนุกรรมการ
(25) นายประทีป นครชัย อนุกรรมการ
(26) ศ. พ.ญ. เพ็ญศรี พิชัยสนิธ อนุกรรมการ
(27) นายวิชา มหาคุณ อนุกรรมการ
(28) นางสาวศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์ อนุกรรมการ
(29) ร.ศ. สายฤดี วรกิจโภคาทร อนุกรรมการ
(30) ร.ศ.พ.ญ.คุณหญิงส่าหรี จิตตินันทน์ อนุกรรมการ
(31) นางสุภาวดี หาญเมธี อนุกรรมการ
(32) น.พ. อภิชัย มงคล อนุกรรมการ
(33) ผู้อำนวยการสำนักงาน กสส. อนุกรรมการและเลขานุการ
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
(34) ผู้แทนสำนักงาน กสส. อนุกรรมการและเลขานุการ
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
(35) ผู้แทนสำนักงาน กสส. อนุกรรมการและ-
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยเลขานุการ
2. อำนาจหน้าที่
(1) กำหนดแนวทางและกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างให้สถาบันครอบครัวมีความมั่นคงและส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว
(2) ศึกษาสภาพปัญหา และเสนอแนะแนวนโยบายและมาตรการ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่กระทำต่อเด็กและสตรี
(3) ส่งเสริมและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชนและธุรกิจเอกชน เพื่อการพัฒนาสถาบันครอบครัว และการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่กระทำต่อเด็กและสตรี
(4) เสนอแนะการปรับปรุงระบบข้อมูล ตัวบ่งชี้ และชี้แนะงานวิจัยที่มีความสำคัญลำดับสูง ในส่วนที่เกี่ยวกับครอบครัว และความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
(5) รายงานสถานการณ์ด้านครอบครัวและความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ต่อ กสส. อย่างน้อยปีละครั้ง
(6) ให้มีอำนาจแต่งตั้งคณะทำงานได้ตามที่เห็นสมควร
(7) หน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมายจาก กสส.
หมายเหตุ ตามคำสั่งคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ
ที่ 1/2540 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2540


คณะทำงานจัดทำร่างนโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
ในคณะอนุกรรมการพัฒนาครอบครัวและแก้ไขความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
1. องค์ประกอบ
(1) ศาสตราจารย์ จรรจา สุวรรณทัต ที่ปรึกษาคณะทำงาน
(2) ร.ศ. พ.ญ. นิตยา คชภักดี ประธานคณะทำงาน
(3) น.ส.อรอนงค์ อินทรจิตร คณะทำงาน
(4) นายกิตติกร มีทรัพย์ คณะทำงาน
(5) น.ส.สุภาวดี เพชรรัตน์ คณะทำงาน
(6) นางแรมรุ้ง สุบรรณเสนีย์ คณะทำงาน
(7) น.ส.สิริวรรณ เย็นตั้ง คณะทำงาน
2. อำนาจหน้าที่
จัดทำร่างนโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาครอบครัวและแก้ไขความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
หมายเหตุ ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการพัฒนาครอบครัวและแก้ไขความ
รุนแรงต่อเด็กและสตรี ที่ 4/2541 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2541

 

 

 

 

 

สารบัญ

 

 


คำนำ
นโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
1. ความหมาย
2. สภาพปัญหาความรุนแรงในปัจจุบัน
3. วิสัยทัศน์
4. วัตถุประสงค์ของแผน
5. นโยบายระดับชาติ
6. แผนงานหลัก


ภาคผนวก
1. คณะอนุกรรมการพัฒนาครอบครัวและแก้ไขความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
2. คณะทำงานจัดทำร่างนโยบายและแผนขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
3. ข้อมูลสถิติ ปี พ.ศ. 2547


สถิติการละเมิดทางเพศ ปี2547
ฝ่ายข้อมูลและเผยแพร่มูลนิธิเพื่อนหญิง
สถิติและข้อมูลการละเมิดทางเพศ จากการรวบรวมหนังสือพิมพ์รายวัน 5 ฉบับ ได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด และกรุงเทพธุรกิจ พบการละเมิดทางเพศเกิดขึ้น จำนวน 342 กรณี
ประเภท                                                        จำนวน                      คิดเป็นร้อยละ
1. ข่มขืน                                                        141                                 41
2. ข่มขืนและฆ่า                                                22                                  6
3. พยายามข่มขืน                                              26                                  8
4. พยายามข่มขืนแต่ไม่สำเร็จจึงฆ่า                       13                                  4
5. รุมโทรม                                                       94                                 27
6. รุมโทรมและฆ่า                                                6                                  2
7. อนาจาร                                                        40                                12            
รวม                                                                342                              100
กรณีข่มขืนเกิดขึ้นมากที่สุด จำนวน 141 กรณี คิดเป็นร้อยละ 41 ในจำนวนนี้มีผู้ชายอายุ 17 ปี ข่มขืนเด็กหญิงอายุ 1 ขวบ 4 เดือน จนเสียชีวิต 1 กรณี , ลูกเขยข่มขืนแม่ยายอายุ 98 ปี 1 กรณี
รองลงมาเป็นกรณีรุมโทรมเกิดขึ้น จำนวน 94 กรณี คิดเป็นร้อยละ 27 ในจำนวนนี้มีเด็กอายุ 8 ขวบ จำนวน 4 คน รุมโทรมเพื่อนเด็กหญิง อายุเท่ากัน 1 กรณี และมี 2 กรณีที่เด็กหญิงอายุ 14 ปี ถูกรุมโทรมโดยกลุ่มวัยรุ่น จำนวน 13 คน และผู้ที่กระทำการละเมิดเป็นคนที่รู้จักกับผู้ถูกละเมิดทั้ง 2 กรณี
กรณีอนาจารเกิดขึ้น จำนวน 40 กรณีคิดเป็นร้อยละ 12 ในจำนวนนี้เป็นการอนาจารเด็กชายจำนวน 7 ราย มี 1 กรณี เด็กชายอายุ 11 ขวบ อนาจารเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ โดยเลียนแบบวีซีดีลา มก และมี 1 กรณี เด็กอายุ 13 ปี อนาจารเด็กหญิงอายุ 4 ขวบ และ 6 ขวบ นอกจากนี้ยังมีพระภิกษุอนาจารเด็กหญิงตั้งแต่ชั้นอนุบาล – ป. 3 รวมจำนวนถึง 12 ราย
กรณีพยายามข่มขืน จำนวน 26 กรณี คิดเป็นร้อยละ 8 , กรณีข่มขืนและฆ่า จำนวน 22 กรณี คิดเป็นร้อยละ 6 , พยายามข่มขืนแต่ไม่สำเร็จจึงฆ่า จำนวน 13 กรณี คิดเป็นร้อยละ 4 , กรณีรุมโทรมและฆ่า จำนวน 6 กรณี คิดเป็นร้อยละ 2
จากการรวบรวมข่าวการละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในรอบปี 2547 มีข้อ น่าสังเกตตังนี้
จำนวนข่าวการละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในรอบปี 2547 มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2546 คือมีจำนวน 342 กรณี และ 267 กรณีตามลำดับ โดยเป็นกรณีข่มขืนมากที่สุด
กรณีรุมโทรม ในปี 2547 เกิดขึ้นจำนวน 94 กรณี หรือร้อยละ 27 เพิ่มจากปี 2546 ซึ่งมี 54 กรณี หรือร้อยละ 20 ซึ่งเกิดขึ้นมากกว่าปี 2546 เกือบเท่าตัว สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะพฤติกรรมการเลียนแบบ และในปี 2547 ผู้ถูกละเมิดทางเพศที่อายุน้อยที่สุด คือ 1 ปี 4 เดือน และอายุมากที่สุด คือ 98 ปี


มูลนิธิผู้หญิง
จากการทำงานของมูลนิธิผู้หญิง ในช่วงเดือนมกราคม - ธันวาคม 2547 พบว่า จำนวนหญิงและเด็กที่มูลนิธิผู้หญิงให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งสิ้น 560 ราย ได้แก่ แรงงานย้ายถิ่น 183 ราย การค้ามนุษย์ 133 ราย ความรุนแรงในครอบครัว 99 ราย ท้องไม่พึงประสงค์ 71 ราย ปัญหาครอบครัวกับวัยรุ่น 25 ราย ความรุนแรงทางเพศ 19 ราย ปัญหาอื่นๆ 30 ราย


มูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์
จากสถิติผู้โทรศัพท์ปรึกษาปัญหากับมูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์ เดือนมกราคม - กันยายน 2542 มีผู้ปรึกษาปัญหาความรุนแรงในครอบครัว 480 ราย ปัญหาถูกข่มขืน 383 ราย


มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
สถิติการช่วยเหลือเด็ก ของมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ในช่วงเดือนมกราคม - ธันวาคม 2546 พบว่า เด็กถูกล่วงเกินทางเพศมีมากเป็นอันดับหนึ่ง 104 ราย รองลงมาคือ โสเภณีเด็ก 49 ราย การทำร้ายร่างกาย 23 ราย แรงงานเด็ก 7 ราย เด็กสูญหายหรือถูกลักพา - ราย และอื่น ๆ เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กถูกทอดทิ้ง 10 ราย รวมทั้งสิ้น 193 ราย


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีสถิติเกี่ยวกับคดีความผิดทางเพศทุกเขตพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร ปี 2547 ดังนี้
คดีข่มขืนกระทำชำเรา    รับแจ้ง 5,041 ราย จับ 1,854 ราย
คดีทำร้ายร่างกาย          รับแจ้ง 28,714 ราย จับ 12,245 ราย


กระทรวงยุติธรรม
จากรายงานสถิติประจำปี 2547 กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, ศาลเยาวชนและครอบครัว กระทรวงยุติธรรม มีสถิติคดีเด็กและเยาวชน และคดีครอบครัวในรอบปี 2547 ดังนี้
1. คดีที่เด็กและเยาวชนกระทำผิดสูงสุดอันดับ 1 จาก 10 อันดับ ปี พ.ศ. 2542 คือ คดียาเสพติด 18,781 ราย จากทั้งหมด 37,388 ราย คิดเป็น 50.23 %
2. จำนวนเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด ปี 2547 พบว่าทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีน(ยาบ้า)มากที่สุดถึง 2,184 ราย จากทั้งหมด 5,310 ราย
3. เด็กและเยาวชนที่ถูกจับกุมมายังสถานพินิจฯ ปี 2538 – 2547 จำแนกตามสาเหตุแห่งการกระทำผิด อันดับหนึ่ง คือ คบเพื่อน 17,213 ราย รองลงมาคือ อื่นๆ 6,219 ราย สำหรับสภาพครอบครัว 2,760 ราย
4. สถิติเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำ จำแนกตามฐานความผิด ปี พ.ศ. 2547 ดังนี้
    - ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ จำนวน 2,006 ราย
    - ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย จำนวน 738 ราย
    - ความผิดเกี่ยวกับเพศ จำนวน 245 ราย
    - ความผิดอื่นๆ จำนวน 1618 ราย


สถิติการจดทะเบียนครอบครัว ประจำปี 2547
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
ในปี 2547 ตามข้อมูลของกรมการปกครอง มีการจดทะเบียนสมรส จำนวน 365,721 ราย การจดทะเบียนหย่า จำนวน 86,982 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2537 ซึ่งมีจำนวน 46,903 ราย ถึงประมาณ 1 เท่า

หน้าแรก สาระน่ารู้ ติดต่อเรา แผนผังเว็บไซด์